วันที่ 1 ส.ค. 2553

รายการ: บางกอกโพสต์มินิมาราธอน

ระยะทาง: 9.5 กม.

เวลา  48:01 นาที

ปกติพัทยามาราธอนเป็นงานช้างที่ใครต่อใครในวงการวิ่งกระตือรือร้นอยากจะมาร่วม แต่ปีนี้ดูจะแปลกๆ ออกไป ผู้คนเริ่มลังเลหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางวิ่ง โดยให้การแข่งมาธอนวิ่งวนรอบพัทยากลางสี่รอบ รอบละประมาณสิบกิโลเมตร ซึ่งเป็นวิธีจัดเส้นทางวิ่งมาราธอนที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนทำมาก่อน ขณะที่ในระยะฮาล์ฟก็วิ่งเกือบจะเป็นเส้นทางเดียวกัน และวิ่งวนสองรอบ นัยว่าจะเป็นการให้ผู้คนมารวมตัวชมและเชียร์กันเป็นกระจุกเดียว ส่วนเส้นทางของมินิแม้จะไม่ต้องวิ่งวนเหมือนอีกสองกลุ่ม แต่เส้นทางก็ไม่ได้มีส่วนไหนที่ได้เลียบทะเลสวยๆ เลย ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ใช่พัทยาเท่าไหร่นัก อย่งไรก็แล้วแต่ เมื่อมองเปรียบเทียบรายการอื่นๆ ของเดือนกรกฎาคม ท้ายที่สุดผมก็ยังต้องเลือกมาวิ่งที่นี่อยู่ดี

จุดเริ่มต้นของรายการนี้อยู่หน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา การใช้พื้นที่ของถนนสามช่องจราจรเป็นจุดปล่อยตัวทำให้เสียเวลามากพอสมควรกว่าที่จะได้เริ่มออกวิ่งจริงๆ ผมพลาดที่ไม่ได้เข้ามาจับจองพื้นที่กลางๆ ไว้ก่อนจึงพบตัวเองอยู่ในกลุ่มท้ายและเสียเวลาไปเกือบๆ สองนาทีกว่าจะได้เริ่มวิ่งจริงๆ เส้นทางมุ่งหน้าสู่ชายหาดแต่กลับเลี้ยวขวาไปยังนาเกลือ สองข้างทางมีคนกลางคืนที่เป็นนักท่องเที่ยวและทำงานในอาชีพต่างๆ ยืนรอดูและส่งเสียงเชียร์กันอย่างประปราย

ผมเริ่มเร่งฝีเท้าแซงขึ้นมา กะว่าพออยู่ในกลุ่มกลางๆ แล้วก็ผ่อนแรงลงเล็กน้อย เส้นทางผ่านชุมชนบ้านไม้เก่าๆ ที่เป็นเหมือนเกสต์เฮาส์และที่เที่ยวราคาประหยัด ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงปลายถนนพัทยา-นาเกลือ ที่ที่ผมเพิ่งเห็นทะเลเป็นครั้งแรกในเส้นทาง แต่ก็เป็นแค่ทะเลชายเลนโล่งๆ มีสะพานพาเราข้ามลำน้ำสายน้อย ก่อนที่จะโค้งขวาหักศอกเข้าสู่สุขุมวิท

การตัดสินใจผ่อนฝีเท้าตั้งแต่ยังวิ่งได้ไม่กี่กิโลเมตรน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ดูเหมือนจะเป็นการตั้งจังหวะให้กับการวิ่งในระยะที่เหลือทั้งหมด เมื่อเข้าสู่ช่วงถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าทิศเหนือก่อนกลับตัว ผมก็รู้สึกว่าวันนี้ขาดแรงฮึดที่จะเร่งฝีเท้า พอกลับตัวมุ่งหน้าลงใต้ผมก็ปล่อยให้ตัวเองวิ่งแบบสบายๆ แบบไม่มีสติ พร้อมกับมองหาจุดหมายตาที่สะพานใหญ่ใกล้ทางแยกเข้าพัทยาเหนือ ระยะทางคงไม่ใช่น้อยๆ จากจุดกลับตัวแต่ผมกลับจำอะไรระหว่างทางแทบไม่ได้เลย รู้สึกเพียงแต่ว่าสนามเมืองพัทยานี่ก็เป็นเนินสูงต่ำสลับกันไม่น้อยไปกว่าภุเก็ตเท่าไหร่นัก กลับมาเริ่มคิดโน่นคิดนี่อีกครั้งที่แยกเข้าศาลาว่าการซึ่งเป็นจุดที่เหลืออีกแค่กิโลกว่าๆ ก็จะถึงเส้นชัย

บนถนนพัทยาเหนือผมพยายามเร่งความเร็วตัวเองขึ้นอีก แต่โดยธรรมชาติแล้วผมก็ไม่ใช่นักวิ่งประเภทที่ที่จะเร่งได้มากมายนักในสองสามกิโลเมตรสุดท้าย ช่วงสามสี่ร้อยเมตรก่อนถึงเส้นชัยกลับถูกนักวิ่งกลุ่มใหญ่ๆ แซงเสียด้วยซ้ำ ผมวิ่งลอยๆ เข้าเส้นชัยไปแบบไม่ค่อยพอใจตัวเองนัก รู้สึกได้ว่าพยายามกับการวิ่งรายการนี้น้อยเหลือเกิน

วันที่ 18 ก.ค. 2553

รายการ: พัทยามาราธอน

ระยะทาง: 10.55 กม.

เวลา  57:26 นาที

ผมกากบาทหมายหัวรายการลากูน่าภูเก็ตมาราธอนมาตั้งแต่ได้รับใบปลิวโฆษณาจากกรุงเทพมาราธอนเมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังใหม่กับวงการวิ่งและไม่รู้จักรายการนี้ดีเท่าไหร่ เหตุผลง่ายๆ เหตุผลเดียวคือบนใบปลิวนั้นมีรูปเหรียญที่ระลึกที่ดูตั้งใจออกแบบให้ไม่เหมือนใคร น่าเก็บสะสมมากๆ กลางๆ เดือนเมษายน ผมจึงตัดสินใจสมัครผ่านทางเว็บจองที่เอาไว้ก่อน สุดท้ายมัวแต่โอ้เอ้ไม่ยอมจองที่พัก เลยได้ที่พักที่ห่างออกมาจากลากูน่าและแพงกว่าที่ตั้งใจไปหน่อย

งานนี้ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยพอๆ กับครั้งก่อน ได้แรงฮึดในช่วงสามสี่วันสุดท้ายที่โหมซ้อมหนักหน่อย แล้วก็พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเองโดยหยิบหนังสือของมูราคามิมาอ่านเป็นระยะๆ แม้ว่าจะได้ยินกิตติศัพท์ความลาดชันของเส้นทางจากในเว็บไซต์อยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าระยะสิบกิโลเมตรออกจากลากูน่าไม่น่าจะมีช่วงทางที่โหดเกินกว่าที่ผมจะผ่านไปได้

วันทูโกทำโปรโมชั่นตั๋วราคาถูกได้อย่างถูกเวลา เราจึงมากันทั้งบ้าน ถือโอกาสเป็นการออกเที่ยวไปด้วยในตัว เราเดินทางจากสนามบินเข้าที่พักเพื่อเก็บของแล้วแวะมาที่เต็นท์อำนวยการงานวิ่งเพื่อรับเสื้อและของที่ระลึก สำหรับรายการมาราธอนปกติเสื้อกล้ามจะมีไว้แจกเฉพาะนักวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนขึ้นไป ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอันใด เดาเอาว่าอุปกรณ์การวิ่งอย่างเสื้อกล้ามนี้จะเหมาะกับนักวิ่งยี่สิบกิโลขึ้นไปถึงจะรู้สึกถึงความแตกต่าง ส่วนเสื้อที่แจกให้นักวิ่งมินิฯ ในงานส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อมีแขน ซึ่งผมกลับชอบมากกว่าด้วยว่าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยกล้าใส่เสื้อกล้ามโชว์แขนตันๆ แต่งานที่ลากูน่าภูเก็ตนี้แจกเสื้อกล้ามให้กับนักวิ่งทุกระยะ งานนี้ยังแจกชิพบันทึกเวลาที่พอลองเอาไปสแกนบนเครื่องอ่านก็จะมีข้อมูลชื่อนามสกุล ประเภทและอายุแสดงผลบนหน้าจอทันที ดูไฮเทคดีไม่ใช่น้อย น่าจะเป็นเพราะเจ้าของงานเป็นมืออาชีพที่จัดงานมาราธอนเป็นประจำอยู่ในหลายๆ ประเทศ

สมาชิกชมรม World Marathon Tour จากญี่ปุ่นแห่กันมาสมัครเต็มสองคันรถทัวร์สองชั้น เข้าใจว่ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่รักการวิ่งและมีเวลากับตังค์เหลือกินเหลือใช้พอที่จะใช้เวลาตระเวณไปวิ่งตามรายการต่างๆ ทั่วโลก มีทั้งรุ่นหนุ่มสาวไปจนถึงสี่สิบห้าสิบ เห็นวัฒนธรรมความรักกีฬาและการออกกำลังกายของคนญี่ปุ่นแล้วก็ได้แต่นึกชมเชยอยู่ในใจ ส่วนการที่พวกเขาเลือกจะมาวิ่งรายการนี้แทนที่จะเป็นรายการกรุงเทพมาราธอนอาจจะเป็นเครื่องชี้วัดเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างสองรายการนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย

เช้าวันแข่ง ผมมาถึงบริเวณก่อนฟ้าสางในชุดเสื้อวิ่งที่ได้รับแจก รู้สึกสดชื่นเพราะการได้หลับแบบเต็มอิ่มเมื่อคืน แต่ยังมีความรู้สึกเกร็งๆ จากประสบการณ์ความล้มเหลวในการวิ่งรายการที่แล้วอยู่ เริ่มเช้าแดดก็เริ่มมายิ่งทำให้หวั่นใจ ผมออกวิ่งวอร์มเบาๆ พร้อมกับสำรวจสถานที่และผู้คนไปพลางๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับเสื้อกล้ามที่ยังเป็นของแปลกปลอมในความรู้สึก กับเพื่อเป็นการะงับความวิตกกังวลในระดับหนึ่ง

หกโมงครึ่งเสียงสัญญาณปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอนก็ดังขึ้น ผมออกตัวในกลุ่มกลางๆ แต่ความที่คนเยอะจึงใช้เวลานานพอสมควรก่อนที่จะได้ผ่านจุดสตาร์ต เสียงติ๊ดเล็กๆ ดังขึ้นจากเครื่องอ่านข้างทางเป็นสัญญาณว่าการจับเวลา Net Time ของผมเริ่มขึ้นแล้ว ผมเตือนตัวเองให้เริ่มวิ่งเบาๆ ตามเส้นทางที่เลี้ยวขวาออกนอกบริเวณลากูน่า ก่อนที่จะเลี้ยวซ้ายที่หัวมุมร้านเบเกอรี่ไปตามถนนเส้นเล็กๆ ที่มีต้นไม้ปกคลุมให้คลายร้อนเป็นระยะๆ ฝรั่งหลายคนเสียบหูฟังไอพอดออกวิ่งจังหวะสม่ำเสมอไม่สนใจใคร นักวิ่งสาวญี่ปุ่นหน้าตาดีสองสามคนวิ่งไปหัวเราะไป นักวิ่งแนวหน้ากับนักวิ่งเด็กๆ พยายามเบียดแซงให้ตัวเองขึ้นไปอยู่กลุ่มนำ ขณะที่นักวิ่งอีกกลุ่มเริ่มออกอาการหอบแรงอย่างน่ากลัวแม้จะผ่านไปได้แค่กิโลเดียว ในช่วงนี้ผมค่อยๆ เร่งแซงกลุ่มนักวิ่งได้มากกว่าที่จะถูกแซงตามนิสัยเดิมอีกแล้ว ได้แต่หวังว่าที่กิโลเมตรที่แปดที่เก้าจะยังเหลือกำลังประคองตัววิ่งเข้าเส้นได้ ไม่นานเส้นทางก็พาเรากลับเข้ามาด้านหลังของบริเวณลากูน่ากอล์ฟคลับก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นบรรยากาศท้องทุ่งมุ่งหน้าขึ้นถนนโคกโตนด

หลังกิโลเมตรที่สี่ เราวิ่งอ้อมทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง พ้นแนวทะเลสาปก็กลายเป็นป่าโปร่ง ทางเริ่มลาดชันอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีเสียงบ่นปนหัวเราะเฮฮาจากนักวิ่งบางกลุ่ม บางคนเริ่มเดินแล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความล้าหลังจากที่ผ่านเนินสุดท้ายมาได้ ด้านหน้าผมมีกลุ่มฝรั่งสามคนวิ่งด้วยจังหวะสม่ำเสมอ มีเด็กน้อยผมทองอีกคนคอยขี่จักรยานวนเวียนอยู่รอบๆ ผมทดลองวิ่งตามดูสักพักให้พอรู้สึกว่าน่าจะพอวิ่งเกาะตามกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่ไปวิ่งตามนักกีฬาทีมชาติเหมือนอย่างงานที่แล้วจนยางแตก พอมั่นใจแล้วก็เริ่มปฏิบัติการปรสิตดูดติดกลุ่มนี้ตั้งแต่กิโลที่หกนี่เลย

เส้นทางช่วงหลังเป็นถนนลูกรังเลียบหาดลายันแบบห่างๆ บรรยากาศในป่ายามเช้าร่มรื่นน่าสบาย เสียงคนให้น้ำทักทายเด็กน้อยบนจักรยานอย่างเป็นกันเอง ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าสโลแกน Run in Paradise ของรายการนี้ก็ไม่ได้เกินเลยไปนัก แม้ว่าสรวงสวรรค์ที่นี่อาจจะร้อนและเหนื่อยไปซักนิดก็เถอะ แต่จะมีซักกี่รายการที่จะมีเส้นทางสวยงาม ร่มรื่น มีคนให้กำลังใจอย่างเป็นกันเอง และที่สำคัญไม่มีจุดกลับตัว ไม่ต้องวิ่งซ้ำที่เดิมได้แบบนี้

เผลอปล่อยความคิดนานไปนิด ผมพบว่าถูกกลุ่มฝรั่งสามคนทิ้งห่างออกไปเล็กน้อย ช่วงที่กลับเข้าลากูน่าผมตัดสินใจไม่หาคนเกาะใหม่ แต่จะวิ่งประคองเรื่อยๆ ในช่วงกิโลเมตรสุดท้าย เราวิ่งผ่านหน้าเบสท์เวสเทิร์นอลามันด้า ผ่าแกรนด์คาแนลวิลเลจช้อปปิ้ง ทะลุมาสู่เส้นทางออฟโร้ดในป่าสนริมทะเลสาบที่นำเราเข้าเส้นชัยที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงติ๊ดเบาๆ ที่เส้นชัยเป็นสัญญาณว่าเวลาของผมถูกบันทึกลงในชิพเรียบร้อย

เหรียญมินิมาราธอนสีเงินถูกส่งให้แลกกับชิพที่ถูกส่งคืนไปถอดข้อมูล ผมกลับที่พักอาบน้ำแต่งตัวแล้วกลับมาที่เต็นท์อำนวยการอีกครั้งเพื่อขอโบรชัวร์ไปสะสม ที่นั่นมีบอร์ดประกาศรายชื่อผู้เข้าเส้นชัยของมินิมาราธอนพร้อมสถิติแสดงให้ดูเสร็จเรียบร้อยหลังจากที่ผมเข้าเส้นชัยเพียงแค่ชั่วโมงเศษๆ สถิติเวลาแบ่งเป็นเวลาตามนาฬิกาการแข่งขัน (Finish Time) และเวลาที่นักวิ่งวิ่งจริงๆ โดยนับจากจุดที่ผ่านเส้นสตาร์ตและเส้นชัย (Net Time)

แม้จะยังทำสถิติได้ไม่ดีเท่ารายการที่ดีที่สุดแต่ผมก็พอใจกับเวลาที่ได้ ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลหรืออันดับในการเข้าเส้นชัย แต่เป็นเรื่องที่ผมสามารถรักษาจังหวะวิ่งได้ตลอดการแข่งขัน ในที่สุดผมก็กลับมาวิ่งในระยะสิบกิโลครึ่งได้อีกครั้ง

วันที่ 13 มิ.ย. 2553

รายการ: ลากูน่าภูเก็ต อินเตอร์เนชั่นแนลมาราธอน

ระยะทาง: 10.5 กม.

เวลา  54:07 นาที (Finish Time), 53:10 นาที (Net Time)

อันดับ: 168/811 (Overall), 42/142 (M 30-39)

รายการวิ่งวันฉัตรมงคลรายการนี้เหมือนเป็นรายการที่ไม่ค่อยได้เตรียมการล่วงหน้ามากนัก เพราะกว่าจะเห็นสื่อประชาสัมพันธ์ก็ใกล้ถึงวันแข่งมากแล้ว ก็พอเหมาะสมกับคนวิ่งที่ไม่ค่อยได้วางแผนระยะยาวนัก เพียงแต่ตั้งใจว่าเดือนนี้จะต้องลงให้ได้มากกว่าหนึ่งรายการ ถ้าเป็นไปได้อาจจะถึงสามงานเพื่อชดเชยที่อู้ไม่ยอมวิ่งในเดือนกุมภาและเมษาที่ผ่านมา งานนี้เดิมจัดเป็นประจำที่สวนลุมพินี แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผิดปกติอยู่ในเวลานี้ผู้จัดเลยย้ายมาจัดที่กระทรวงสาธารณสุขแทน ก็นับเป็นโชคดีที่ผมจะได้วิ่งในที่ใหม่ๆ ไม่ซ้ำเดิมอีกครั้ง

ก่อนงานมีรายการรับสมัครและมีแสดงเต้นออกกำลังกายโชว์ รวมทั้งแนะนำผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน ฟ้าเริ่มสว่างจนผมนึกสงสัยว่านี่มันเป็นเพราะฤดูร้อน หรือว่างานนี้ปล่อยตัวช้ากว่ากำหนดกันแน่ เมื่อได้สัญญาณปล่อยตัวผมเริ่มออกวิ่งจากกลุ่มกลางๆ รู้สึกเหมือนตัวเองถูกกดดันจากนักวิ่งรอบข้างให้เร่งฝีเท้าเร็วกว่าปกติเล็กน้อย การออกวิ่งในบรรยากาศฟ้าสว่างแดดจ้าเป็นบรรยากาศที่ผมไม่คุ้นเคย แต่คงต้องทำใจให้ชินไว้สำหรับการวิ่งช่วงเดือนสองเดือนนี้

เส้นทางรายการนี้ดูจะงงๆ เราวิ่งวนรอบกระทรวงผ่านสองกิโลเมตรแรก ก่อนที่จะได้ออกมาวิ่งแข่งกับรถราบนถนนติวานนท์ ผมวิ่งตามนักวิ่งใส่เสื้อแดงที่วิ่งท่าสบายๆ อยู่ข้างหน้า ซึ่งผมกำหนดเป็นเป้าหมายที่จะวิ่งตามไม่ให้ห่างเกินยี่สิบเมตร ไม่นานเส้นทางก็วกกลับเข้าไปที่วงเวียนหน้าโรงพยาบาลศรีธัญญาอีกครั้ง ผมรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจนต้องชะลอหยิบน้ำดื่มที่กิโลเมตรที่หก ปล่อยให้เป้าหมายเสื้อแดงทิ้งห่างออกไปไกล

แต่ละกิโลเมตรดูช่างยาวไกล เส้นทางวิ่งกลับเข้าไปวนย้อนศรในกระทรวงอีกครั้ง ผมชะลอรับน้ำอีกครั้งที่กิโลเมตรที่แปด ได้ยินเสียงตัวเองหอบหายใจแรงและถี่ พร้อมกับความล้าของขาทั้งสอง เหงื่อท่วมเสื้อเหมือนกับเพิ่งเดินผ่านถนนข้าวสารตอนเทศกาลสงกรานต์ แล้วสิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจนได้

ผมเดิน

ระยะทางประมาณห้าร้อยเมตรดูจะไม่ไกลเท่าไหร่เมื่อเทียบกับระยะวิ่งทั้งหมด แต่ผมคิดว่าเวลาที่วิ่งกับเดินบนระยะนั้นจะแตกต่างกันมากพอสมควร ผ่านจากจุดกลับตัวสุดท้ายก่อนเลี้ยวเข้าทางตรงสู่เส้นชัย ผมตัดสินใจออกวิ่งอีกครั้ง การเดินเข้าเส้นชัยคงดูไม่งามเท่าไหร่ นักวิ่งรุ่นใหญ่เสื้อฟ้าวิ่งช้าๆ อยู่ข้างหน้าแต่ผมกลับไม่มีกำลังที่จะแซง ได้แต่รักษาระยะห่างและตามเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน ดูเหมือนน้าเขาจะได้ที่ห้าในรุ่นค่อนข้างสูงวัย

ที่เส้นชัยมีคนคอยแจกเหรียญและโบรชัวร์งานวิ่งอื่นๆ เหรียญรายการนี้ไม่งามไม่เด่น เหมือนกับขาดการเอาใจใส่ออกแบบ แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อที่น่ารังเกียจอันใด ใน collection หนึ่งย่อมประกอบด้วยชิ้นที่เด่นชิ้นที่มีค่า กับบางชิ้นที่ธรรมดาๆ ที่มีไว้เพื่อที่จะช่วยเป็นตัวเปรียบเทียบให้เห็นว่าของที่ดีนั้นดียังไง

เรื่องที่ผมรู้สึกผิดหวังตลอดทางที่ขับรถกลับบ้านก็คือการหยุดวิ่งแล้วเดินพักในระหว่างการแข่งนั่นมากกว่า ในระหว่างการแข่งขันผมยังไม่รู้สึกผิดหวังอะไรมาก แค่รู้สึกสบายที่ได้พัก แต่หลังจากเข้าเส้นชัยและเริ่มคิดทบทวนเหตุการณ์แล้วกลับรู้สึกถึงความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ การมาแข่งวิ่งผมไม่ได้มาวิ่งแข่งกับใครนอกจากการพยายามทำสถิติส่วนตัว และการเอากำลังใจมาสู้กับข้อจำกัดด้านร่างกายของตัวเอง

ครั้งนี้ผมแพ้จริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมวิ่งไม่ถึงเส้นชัย

อาการยางแตกครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะโทษสาเหตุอะไร ความคิดแก้ตัวข้อแรกคือความสงสัยในระยะทางที่อาจจะมากกว่า 10.55 กม. ซึ่งเมื่อกลับมาเช็คกับแผนที่ก็พบว่าเป็นข้ออ้างที่ใช้ไม่ได้ เพราะปรากฏว่าระยะทางจริงสั้นกว่าที่ประกาศไว้ด้วยซ้ำ หรือจะเป็นเพราะอากาศร้อนผิดปกติ การนอนไม่พอ หรือการไม่ยอมฝีเท้าด้วยความหวังจะทำเวลาต่ำกว่าห้าสิบให้ได้

ไม่ว่าจะสาเหตุใดๆ ผมคงต้องกลับมาซ้อมให้หนักและนานกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่ารายการหน้าจะไม่ “แพ้” อีก

มูราคามิช่วยด้วย

วันที่ 5 พ.ค. 2553

รายการ: เทสโก้โลตัส เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพเนื่องในวันฉัตรมงคล 

ระยะทาง: 9.6 กม.

เวลา: 52:20 นาที

เรือบรรทุกน้ำมันสองลำชนกันในอ่าวซานฟรานซิสโกเมื่อปี 1971 เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดถึงปัญหาและผลเสียของมลพิษจากน้ำมันรั่ว John Francis ตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยการเลิกใช้ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง เขาหวังไว้ว่าถ้าเขาริเริ่มเดินทางไปทุกที่ด้วยการเดิน ทุกคนจะเปลี่ยนมาเดินเหมือนกับเขา

ผู้คนรอบข้างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด จอห์นต้องอธิบายและโต้เถียงกับคนรอบข้างมากมายเกี่ยวกับการกระทำของเขา จนวันนึงเขาตัดสินใจหยุดพูดเพื่อที่จะฟังอย่างเดียว เขาค้นพบว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก โดยปกติขณะที่ฟังคนอื่นพูดอยู่เขาจะเดาว่าคู่สนทนาจะจบประโยคอย่างไรและเริ่มคิดการโต้ตอบโดยที่ไม่ได้ฟังจนจบซึ่งนั่นเป็นการทำลายการสื่อสาร แต่การตั้งใจไม่พูดทำให้เขาไม่ต้องคิดถึงการโต้ตอบและได้ฟังทุกอย่างครบถ้วนจริงๆ นั่นเป็นเวลาที่เขารู้สึกได้ว่ากำลัง “เรียนรู้” สิ่งที่เขาพลาดไปในหลายๆ ปีที่ผ่านมา เขารู้สึกดีกับมันจนตัดสินใจว่าจะไม่พูดอีกในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ ไป

เขาหยุดพูดไป 17 ปี ในระหว่างที่เขาไม่พูดและไม่ใช้รถยนต์ จอห์นเดินไปเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศจนจบปริญญาถึงสามใบ หนึ่งในนั้นเป็นปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน โดยมีวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว วันหนึ่งเขาตัดสินใจกลับมาพูดใหม่ เขาพบว่าคนอื่นๆ ฟังเขามากขึ้น และฟังกันเองมากขึ้น

จอห์นรู้สึกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในกรอบของการตัดสินใจที่จะไม่ใช้รถจนกระทั่งวันหนึ่งในขณะที่เดินอยู่ในบราซิล เขาตัดสินใจว่าการกลับมาใช้รถจะทำให้เขาสามารถทำกิจกรรมในฐานะนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

จอห์น ฟรานซิส ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติในปี 1991

มัวแต่เอาใจไปวุ่นวายอยู่กับเหตุการณ์บ้านเมืองจนลืมวันสำคัญวันนึงไปสนิท กว่าจะนึกได้อีกทีก็ผ่านวันนั้นมาอาทิตย์กว่าๆ แล้ว วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ปีนี้มีการรณรงค์ให้ปิดไฟทั่วโลกหนึ่งชั่วโมง ในเว็บไซต์ของ Earthday Network ผู้คนทั่วโลกช่วยกันรายงานเหตุการณ์ และเสนอความคิดมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยอนุรักษ์โลกใบเดียวกัน หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ปีนี้ไม่รู้จะมีใครในเมืองไทยซักกี่คนนึกถึงความสำคัญของวันที่ 22 เมษายน นอกเหนือไปจากข่าวจากแยกศาลาแดง

ต้นไม้ล้มลุกใบอวบเขียวขอบขาว กลิ่นหอมฉุนต้นนี้ผมพบมันที่จตุจักรในบ่ายวันหนึ่ง ด้วยรูปร่างสวยพอเหมาะและสีเขียวในโทนหม่นถูกใจผมจึงหยิบมันขึ้นมาดู คนขายแนะนำสั้นๆ ว่าเป็นต้นออริกาโน่ นั่นยิ่งทำให้ผมสนใจและไม่ลังเลที่จะควักเงินยี่สิบบาทซื้อต้นเล็กๆ มาลองเลี้ยงดูเล่น สี่ห้าเดือนต่อมานับจากวันนั้นกับการดูแลบ้างไม่ดูแลบ้างตามยถากรรม มันก็เติบโตขยายกิ่งก้านฟูๆ ออกมาอย่างสวยงาม

จากข้อมูลที่เห็นในอินเตอร์เน็ต นับว่าโชคดีที่เจ้าต้นไม้ที่ว่าดูจะทนต่อความแห้งแล้งและแดดจัดได้ แต่ชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของมันดูจะยังเป็นปริศนาอยู่ บางแหล่งก็เรียกมันว่า Cuban Oregano แม้ว่ามันจะดูไม่เหมือนรูปต้นแบบใน Wikipedia เอาซะเลย บางที่ก็บอกว่ามันเป็น Carribean Oregano ซึ่งมันก็คงหนีไม่พ้นแถบ Cuban นั่นแหละ บ้างก็เรียกว่า Tropical Oregano แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ Greek Oregano แบบที่เขาเอาไปทำเครื่องเทศโรยหน้าพิซซ่า เพียงแต่มันมีกลิ่นเหมือนกันมากๆ เท่านั้น

หลังจากพิจารณาบริเวณบ้านและพยายามออกแบบสวนอย่างคนที่ไม่รู้เรื่องภูมิสถาปัตย์อยู่ระยะหนึ่ง ผมก็กลับไปที่จตุจักรเพื่อตามหาต้นไม้ไม่ทราบสัญชาตินี้อีกครั้ง รอบแรกเหมาต้นใหญ่มาเพิ่มได้สองต้น กลับไปใหม่รอบที่สอง ได้กลับมาอีกสิบต้น ผมขุดแปลงปลูกเป็นแนวบังขอบปูนหน้าชานบ้านส่วนที่ยกพื้นขึ้น ใช้ทรายคลุกดินร่วนผสมปุ๋ยออสโมโคทนิดหน่อยแล้วลงต้นไม้ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร สีเขียวหม่นๆ ดูจะไปกันได้ดีกับสีกระเบื้อง ยังขาดอีกซักหกเจ็ดต้นแปลงต้นไม้ชายขอบชานบ้านนี้ก็จะสมบูรณ์

ต้นไม้ล้มลุกใบหนาเติบโตแข็งแรงอย่างมีความสุขท่ามกลางแดดจัดกลางเดือนเมษายน จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่ามันเป็นต้นอะไร แต่นั่นก็คงไม่สำคัญเท่าไหร่ เป็นต้นไม้อยู่บ้านนี้ไม่ต้องขึ้นทะเบียนถูกต้องนักก็ได้ ขอเพียงให้อดทนต่อแดดลม ความแห้งแล้งและความพยายามเอาใจใส่อันน้อยนิดของเจ้าบ้านก็พอ

หนังสือนิยายของ Haruki Murakami วางแผงอยู่ในประเทศไทยมาหลายปี ทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและที่แปลมาเป็นภาษาไทย ผมเคยร่ำๆ ว่าจะซื้อเรื่อง A Wild Sheep Chase มาหลายครั้งหลายหนแต่มีเหตุให้ไปซื้อเล่มอื่นก่อนทุกที เพื่อนฝูงแนะนำอยู่ข้างล่างว่านิยายของนักเขียนคนนี้ ถ้าไม่ชอบก็เกลียดกันไปเลย หลายๆ ครั้งที่ฟังและทดลองอ่านงานที่ได้รับคำนิยมประเภทนี้ ผมมักจะจบลงด้วยการอยู่ในฝั่งที่เกลียดมากกว่า และเมื่อทบทวนสถานการณ์การงานรอบตัวตอนนี้แค่หนังสือที่จะต้องอ่านในงานทั่วไปก็สุมกองเป็นดินพอกหางหมูแล้ว จึงรู้สึกว่าคงไม่คุ้มและไม่สนใจที่จะเสี่ยงไปอ่านนิยายของแกเท่าไหร่ มีเล่มที่เพิ่งออกใหม่เล่มนี้ที่ไม่ใช่นิยายเหมือนเล่มอื่น จะใช้คำว่าชีวประวัติก็จะดูเป็นคำที่ใหญ่ไปซักหน่อย แต่มันเป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของตัวผู้เขียนเองและความรู้สึกกับการฝึกวิ่งจนเป็นนักวิ่งมาราธอนและอัลตร้ามาราธอน

What I Talk About When I Talk About Running ชื่อหนังสือที่ผู้เขียนหยิบยืมมาจากเรื่องสั้นชื่อว่า What We Talk About When We Talk About Love ของ Raymond Claver (ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่ายอดขายเรื่องสั้นเรื่องนี้คงจะเพิ่มขึ้นพอสมควรในช่วงนี้) หรือในชื่อภาษาไทย “เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง” เล่าถึงสาเหตุที่ Murakami เริ่มออกวิ่ง อุปสรรค ความยากลำบาก การฝึกฝน ความสนุกสนาน ความพึงพอใจ และเรื่องราวที่อยู่ในใจในขณะที่วิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเคยคิดสงสัยอยู่เสมอว่านักวิ่งคนอื่นๆ คิดอะไรกัน

หนังสือเรื่องนี้ถือว่าถูกใจและสามารถอ่านได้คล่องพอสมควร อาจจะเป็นเพราะผมเลือกซื้อฉบับแปลภาษาไทยแทนที่จะอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ แม้ผมจะพบว่าสำนวนแปลของนพดล เวชสวัสดิ์ที่ผมเคยอ่านอย่างไม่รู้สึกอะไรเมื่อตอนเด็กๆ กลับกลายเป็นสำนวนที่ค่อนข้างขัดใจก็ตาม นอกจาก Murakami จะเป็นนักวิ่งจอมอึดคนนึงแล้ว การถ่ายทอดเรื่องราวของเขาทำให้รู้สึกอยากเปลี่ยนชุดใส่รองเท้าออกวิ่งได้ทันที อ่านจบบางช่วงแล้วความเชื่อมั่นฮึกเหิมมีมากจนคิดไปว่าการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนก็ไม่ได้เป็นเรื่องเกินความพยายามตรงไหน ซึ่งความคิดแบบนี้มักจะหายไปโดยธรรมชาติหลังจากออกวิ่งไปประมาณห้ากิโลเมตร เรื่องราวที่เขาคิดทั้งก่อนวิ่งและในระหว่างวิ่งหลายเรื่องน่าสนใจ ความคิดหนึ่งที่ผมเชื่อว่านักวิ่งหลายคนคิดก็คือ เราจะออกมาวิ่งทำไม (วะ) เหนื่อยก็เหนื่อย ไม่ได้มีใครบังคับออกมาซักหน่อย แต่ในมุมกลับ มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ออกวิ่งนี่ (หว่า)

เหตุผลต่างๆ ที่เคยคิดได้ผมเรียกมันว่า ข้ออ้าง

มุมมองในการวิ่งของ Murakami ไม่ได้เป็นแค่การออกกำลังกาย สาระสำคัญที่ได้จากหนังสือเล่มนี้มีมากกว่าเทคนิคการวิ่งและการฝึกซ้อมทั่วไป แต่มันเป็นวิธีปรับความคิด การฝึกความมีวินัย ท้าทายตนเอง เติมพลังขับเคลื่อนในชีวิตให้ทำในสิ่งที่ตนเองรักได้อยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมรู้สึกแข็งแรงขึ้นโดยยังไม่ต้องออกวิ่ง

หนังรางวัลออสการ์ปี 2004 Hotel Rwanda เป็นหนังที่อยู่ใน must-see list มาเป็นเวลานานจนบางครั้งก็แทบจะหลงลืมไป ฤกษ์งามยามดีช่วงสงกรานต์นี้ได้เดินผ่านดีวีดีแผ่นนี้ในร้านขายดีวีดีราคาถูกที่โลตัสหัวหิน จึงมีเหตุอันสมควรให้ได้ชมในที่สุด

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพียงเพื่อจะปกป้องภรรยาชาวทุตซี่และครอบครัว กลับกลายเลยเถิดเป็นเรื่องราวการกระทำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก หนังอิงชีวประวัติของพอล รูเซซาบากีน่าผู้จัดการโรงแรมชาวฮูตูผู้ให้ที่พักพิงและหลบภัยแก่ชาวทุตซี่ร่วมพันคนระหว่างสงครามล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างสองชนเผ่าในรวันดาเมื่อปี 1994 ในขณะที่ตกอยู่ในสภาพไร้ความหวังหลังจากที่ประเทศมหาอำนาจปฏิเสธที่จะรับรู้ความเป็นไปและยื่นมือเข้ามาช่วย พอลสามารถช่วยคนรอบข้างให้อยู่รอดได้อย่างเหลือเชื่อด้วยวิธีการติดสินบน ใช้ความสนิทสนมกับคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งการขู่แบล็กเมล์

ใน special feature ของหนังเรื่องนี้ผู้กำกับออกมายอมรับว่าบางตอนเป็นการแต่งเติมให้หนังมีความน่าสนใจ บางตอนก็เป็นเพียงเหตุการณ์สมมติ แต่ตอนที่สะดุดใจผมมากที่สุดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง คือตอนที่พอลตัดสินใจส่งครอบครัวออกนอกประเทศไปก่อนแต่ตัวเองยอมอยู่กับผู้อพยพที่เหลือเพื่อคอยช่วยชีวิตคนเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด คนประเภทนี้มีจริงหรือ คนประเภทที่เห็นแก่มนุษยธรรมต่อคนแปลกหน้าเหนือความผูกพันและความสุขของครอบครัว ในทุกขณะผมเชื่อว่าเราน่าจะมีขีดจำกัดและความเห็นแก่ตัวในความเป็นคนดีอยู่บ้าง คนแบบพอลมีจริงหรือ

ผมดูหนังเรื่องนี้ที่จบแบบค้างๆ ตามสไตล์หนังอิงสารคดีประวัติศาสตร์ พร้อมกับความคิดแว่บหนึ่งที่รู้สึกว่า ประเทศเรายังโชคดีที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันแบบในหนัง หรือในแบบที่รวันดากับบางประเทศเคยเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อน

ปล่อยความคิดมาถึงตรงนี้ผมกลับนึกสงสัยอะไรบางอย่าง

สองสามปีที่แล้วในช่วงที่ผมไปตระเวณทำงานอยู่ในริยาดห์ พบเห็นตำรวจทหารเดินตรวจตราตามห้าง หรือตั้งด่านตรวจจับรถยนต์และวัตถุต้องสงสัย มีรั้วลวดหนามและรถหุ้มเกราะประจำอยู่ตามที่ต่างๆ ผมเคยคิดว่าประเทศนี้มันน่ากลัวมากๆ และถ้าเลือกได้ผมคงไม่อยากเข้ามาเหยียบที่นี่เท่าไหร่นัก

ผมเคยคิดว่าประเทศเรายังโชคดีที่ไม่ต้องมีการตั้งด่านตรวจอาวุธร้ายแรงเหมือนที่ซาอุฯ แต่ทุกวันนี้ หลายๆ จุดในกรุงเทพฯ ที่ผมขับรถผ่าน มีสภาพไม่แตกต่างจากริยาดห์เท่าไหร่เลย

ผลการประมวลข้อมูลและตรรกะบางอย่างชักจูงผมให้ออกเดินทางสั้นๆ ด้วยความพยายามและความตั้งใจดีที่พอมีอยู่บ้าง หากจะไม่ได้เศษเสี้ยวของพอล รูเซซาบากีน่า แต่มันก็ไม่ถึงกับไม่นำพา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป อย่างน้อยผมก็ได้พยายามแล้ว

เมื่อวานเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เดินเข้าไปในวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ รอบข้างมีคนแปลกหน้ามากมายรายล้อมด้วยความรู้สึกอบอุ่น

แม้ว่าจะตั้งใจไว้นานแสนนานแล้วว่าจะต้องออกสนามให้ได้ก่อนสิ้นเดือนมีนาคม แต่พอถึงโอกาสสุดท้ายในวันอาทิตย์ก็กลับพบว่าตัวเองนั่งลังเลอยู่บนเตียงนอนตอนตีสามครึ่ง นี่จะเป็นการออกวิ่งมินิมาราธอนในสนามจริงครั้งแรกในรอบสองเดือนกว่าๆ โดยที่ไม่เคยได้ซ้อมเต็มระยะแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อนหลอดก็เพิ่งโทรมายกเลิกนัดเมื่อวานนี้ ยิ่งทำให้กำลังใจลดลงไปอีก ถ้าจะมีสิ่งที่พอปลอบใจอยู่บ้างก็คือการซ้อมวิ่ง 6 กม. ทุก สองสามวันในสวนสาธารณะหลังบ้าน ที่รู้สึกได้ว่าผมสามารถวิ่งทำเวลาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

คิดทบทวนทางเลือกและผลกระทบแล้ว ถ้าไม่ไปวันนี้มีสิทธิ์ถูกตัวเองหยิบยกมาเป็นข้ออ้างให้หยุดไปยาวแน่ๆ ตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบกุญแจรถ สตาร์ตเครื่องออกจากบ้านในยามวิกาล ขึ้นทางด่วนจุดหมายอยู่ที่สุดทางด่านบางนา มุ่งหน้าสุขุมวิทขาออก ด้วยความไม่ชินเส้นทางผมก็หลุดเข้าไปอยู่ในตัวเมืองสมุทรปราการอยู่พักใหญ่ โชคดีที่ “เลขา” ระบบ GPS ในมือถือช่วยกู้สถานการณ์พาออกมาได้อย่างไม่ลำบากมากนัก ราวๆ ตีห้าผมก็มาถึงสถานตากอากาศบางปู สถานที่จัดแข่งมินิมาราธอนรายการนี้

มินิมาราธอนปล่อยตัวเวลา 6.00 น. ตามหลังฮาล์ฟมาราธอนตามธรรมเนียม จุดสตาร์ตอยู่กลางสะพานเชื่อมศาลาสุขใจ สองฝั่งเป็นทะเล คลื่นลมค่อนข้างสงบในตอนเช้ามืด มองไม่เห็นอะไรมากนักนอกจากแนวไผ่ป้องกันคลื่น คาดว่าขากลับจะได้เห็นนกนางนวลบินมาต้อนรับที่เส้นชัยยามเช้า ผู้จัดเลือกสถานที่จัดแข่งได้เยี่ยมจริงๆ

วันนี้นักวิ่งค่อนข้างเยอะ น่าจะเป็นเพราะหลายๆ งานยกเลิกไปในช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมออกตัวจากตอนกลางๆ ของกลุ่มลงจากสะพานเลี้ยวซ้ายออกไปถึงทางออกจากสถานตากอากาศ แล้ววิ่งต่อไปบนสุขุมวิทในทิศมุ่งหน้าสำโรง เริ่มไม่มั่นใจว่าจัหวะวิ่งของตัวเองเร็วช้าแค่ไหน แต่พยายามตั้งมาตรฐานไว้ว่าต้องไม่แซงคนอื่นมากกว่าถูกคนอื่นแซงในช่วงสามถึงสี่กิโลเมตรแรก เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีแรงพาตัวเองเข้าถึงเส้นชัย

ผมวิ่งถึงจุดกลับตัวที่ 2.5 กิโลเมตรด้วยอาการที่ดีพอสมควร การที่ต้องกลับตัววิ่งย้อนกลับมาบนเส้นทางทางเดิมเป็นความน่าเบื่ออย่างหนึ่ง แม้จะเข้าใจว่านั่นเป็นเหตุผลเพื่อความสะดวกในการจัดการจราจร โดยเฉพาะบนถนนเส้นหลักอย่างสุขุมวิทที่เริ่มมีรถออกมาวิ่งกันขวักไขว่ใกล้เคียงความเป็นกรุงเทพฯ เข้าไปทุกขณะ หากเลือกได้ผมอยากจะหารายการที่ไม่ต้องวิ่งทางเดิม และไม่ต้องวิ่งบนถนนเส้นใหญ่มากกว่า แต่จะมีซักกี่รายการที่ทำได้

เส้นทางบนสุขุมวิททิศมุ่งหน้าบางปูดูจะยาวไกลจนน่าท้อใจ ผมเริ่มถูกแซงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีจังหวะที่ฝืนใจเร่งฝีเท้ายาวๆ แซงกลับชดเชยเป็นระยะๆ อากาศยามเช้าเริ่มมีกลิ่นควันท่อไอเสียปะปน รู้สึกยาวนานเหลือเกินกว่าจะได้กลับตัวครั้งสุดท้ายหน้าโรงงานน้ำปลาทิพรส และวิ่งประคองต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะเข้าซอย 104 ที่นำเราผ่านชุมชนออกไปสู่ทะเลอีกครั้ง

ช่วงกิโลเมตรสุดท้ายเป็นการวิ่งบนสันทางเลียบชายฝั่ง กลิ่นไอทะเลยามเช้าคงสดชื่นสำหรับคนที่มาเดินเล่นแต่สำหรับคนที่วิ่งมาเกือบเก้ากิโลเมตรแล้ว การละสายตาจากเบื้องหน้าให้หันออกไปมองทะเลเป็นพักๆ มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อชักจูงความคิดให้ลืมความเหนื่อยเท่านั้น ร้อยเมตรสุดท้ายบนสะพานผมก็หมดแรงเร่งฝีเท้าอย่างเคย ได้แต่ประคองตัวเข้าเส้นชัย ตัวเลขบนนาฬิกาที่เหลือบไปเห็นเป็นตัวเลขที่น่าภูมิใจและพอเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกหมดแรางขนาดนี้

หลังเส้นชัยผมพยายามเดินต่อและหายใจลึกๆ เพื่อจะได้ชื่นชมทิวทัศน์ของบางปูยามเช้าอย่างที่ตั้งใจ แต่รู้สึกได้ว่าตัวเองเดินเซและเริ่มมึนๆ เล็กน้อย คว้าน้ำเต้าหู้ซดทีเดียวหมดแก้วแล้วบังคับให้ตัวเองเดินช้าๆ กลับมาที่รถ แต่ยังไม่รู้สึกหายเหนื่อยดี เลยตัดสินใจเดินกลับไปที่สะพานอีกครั้ง รอบดีอาการดีขึ้นแล้ว เลยได้เดินเล่นกินปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้อีกรอบอยู่บนสะพานตามตั้งใจ ก่อนที่จะซอกแซกไปจนสุดทางให้คุ้มค่าที่เดินทางมา ในศาลาสุขใจปลายสะพานมีห้องแอร์เย็นฉ่ำ ผมจำไม่ได้แล้วว่ากี่ปีแล้วที่ผมไม่ได้กลับมาที่นี่ ตัวตึกและห้องอาหารไม่ได้เก่าอย่างที่ผมวาดภาพไว้ ผมมองโปสการ์ดในตู้หน้าที่ทำการไปรษณีย์ด้วยความเสียดายที่ไม่สามารถซื้อเขียนกลับบ้านซักฉบับเพราะไม่มีคนขาย

ผมวกกลับมาชมวิวบนสะพาน ทะเลที่นี่เป็นชายเลนไม่ใช่หาดทรายขาวสวยงามอย่างแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ แต่บรรยากาศดี ลมทะเลเย็นสบาย นกนางนวลเริ่มออกมาโชว์ตัวประปราย นึกถึงเสียดายที่ใครบางคนที่บ้านไม่ได้มาอยู่ด้วยตรงนี้ นานแล้วนะที่เราไม่ได้ออกเที่ยวกัน

วันที่ 28 มีนาคม 2553

รายการ: บางปู-กาชาด มินิฮาล์ฟมาราธอน

ระยะทาง: 10 กม.

เวลา: 50:37 นาที

ย่างเข้าหน้าร้อน ฝนกลับเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ให้ตั้งตัว เป็นกรรมของคนไม่ใช้รถที่ต้องถูกกักบริเวณอยู่ตามร่มเงาอาคาร ไปไหนไม่ได้ ผมมองฝ่าสายฝนออกไปสังเกตเห็นเห็นสีส้มๆ ของปีบทองหน้าตึกเป็นครั้งแรก ไม้ยืนต้นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยที่กระจัดกระจายอยู่ตามถนนและอาคารต่างๆ ถึงเวลาเริ่มผลิดอกเล็กๆ สีสดใสให้เราเห็นบ้างแล้ว

ต้นปีบทอง หรือชื่อทางเหนือเรียก กาสะลองคำ เป็นไม้ยืนต้น มีใบย่อยเล็กๆ อยู่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ปลายแหลมโคนกว้าง มีดอกรูปกรวยยาว ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามลำต้น สีเหลืองส้มสะดุดตา มีฝักกลมรี ข้างในมีเมล็ดมากมายที่ติดปีกบางๆ ไว้สำหรับเดินทางไกลเพื่อขยายเผ่าพันธุ์  

ใครเลยช่างเรียกขานขนานนามให้ปีบทองอีกชื่อหนึ่งว่า จางจืด แม้ว่าดอกจะสีส้มสดได้ปานนั้น ไม่ทราบที่มาแน่ชัดว่ามาจากเหตุการณ์ความหลังอันจืดจางของผู้ใดที่เกิดขึ้นใต้ต้นไม้นี้หรืออย่างไร แต่ความจางจืดก็หาใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไปไม่

หนังสือสายธารแห่งปัญญา ที่ผู้เขียนอ้างว่าแปลมาจากคัมภีร์โบราณที่ค้นพบในหีบหนังสือของพระราชวังกรุงปักกิ่ง กล่าวไว้ว่า

จางจืดจึ่งรู้รสแท้ สามัญจึ่งเป็นยอดคน

สุราอาหารเปรี้ยวหวานชั้นเลิศ หาใช่รสแท้ไม่

รสแท้มีแต่อ่อนบางจางจืด

วิเศษพิสดารเหนือชั้นคนอื่น หาใช่คนดีไม่

คนดีมีแต่ธรรมดาสามัญ

หวนนึกถึงหลายปีที่ผ่านมา มัวแต่ปรับโฟกัสมองระยะไกลจนมองหาเป้าหมายไม่พบ สุดท้ายเมื่อติดกับดักแห่งทุนนิยม กลับกลายเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ กร่อนสนิมผุพังก็กลับมานั่งทุกข์ใจ กว่าจะตัดใจสับรางพาตัวเองออกจากสายประธานได้ก็เดินทางผ่านมาไกลอยู่ วันนี้ได้มาใช้ชีวิตอย่างจางจืด จึงได้รู้รสชาติแท้จริงของความสุขที่วนเวียนอยู่รอบข้างมาแสนนาน

วัน เดือน ปี

มกราคม 2012
อา พฤ
« ส.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.