เรือบรรทุกน้ำมันสองลำชนกันในอ่าวซานฟรานซิสโกเมื่อปี 1971 เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดถึงปัญหาและผลเสียของมลพิษจากน้ำมันรั่ว John Francis ตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยการเลิกใช้ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง เขาหวังไว้ว่าถ้าเขาริเริ่มเดินทางไปทุกที่ด้วยการเดิน ทุกคนจะเปลี่ยนมาเดินเหมือนกับเขา

ผู้คนรอบข้างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด จอห์นต้องอธิบายและโต้เถียงกับคนรอบข้างมากมายเกี่ยวกับการกระทำของเขา จนวันนึงเขาตัดสินใจหยุดพูดเพื่อที่จะฟังอย่างเดียว เขาค้นพบว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก โดยปกติขณะที่ฟังคนอื่นพูดอยู่เขาจะเดาว่าคู่สนทนาจะจบประโยคอย่างไรและเริ่มคิดการโต้ตอบโดยที่ไม่ได้ฟังจนจบซึ่งนั่นเป็นการทำลายการสื่อสาร แต่การตั้งใจไม่พูดทำให้เขาไม่ต้องคิดถึงการโต้ตอบและได้ฟังทุกอย่างครบถ้วนจริงๆ นั่นเป็นเวลาที่เขารู้สึกได้ว่ากำลัง “เรียนรู้” สิ่งที่เขาพลาดไปในหลายๆ ปีที่ผ่านมา เขารู้สึกดีกับมันจนตัดสินใจว่าจะไม่พูดอีกในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ ไป

เขาหยุดพูดไป 17 ปี ในระหว่างที่เขาไม่พูดและไม่ใช้รถยนต์ จอห์นเดินไปเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศจนจบปริญญาถึงสามใบ หนึ่งในนั้นเป็นปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน โดยมีวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว วันหนึ่งเขาตัดสินใจกลับมาพูดใหม่ เขาพบว่าคนอื่นๆ ฟังเขามากขึ้น และฟังกันเองมากขึ้น

จอห์นรู้สึกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในกรอบของการตัดสินใจที่จะไม่ใช้รถจนกระทั่งวันหนึ่งในขณะที่เดินอยู่ในบราซิล เขาตัดสินใจว่าการกลับมาใช้รถจะทำให้เขาสามารถทำกิจกรรมในฐานะนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

จอห์น ฟรานซิส ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติในปี 1991

มัวแต่เอาใจไปวุ่นวายอยู่กับเหตุการณ์บ้านเมืองจนลืมวันสำคัญวันนึงไปสนิท กว่าจะนึกได้อีกทีก็ผ่านวันนั้นมาอาทิตย์กว่าๆ แล้ว วันคุ้มครองโลก หรือ Earth Day ปีนี้มีการรณรงค์ให้ปิดไฟทั่วโลกหนึ่งชั่วโมง ในเว็บไซต์ของ Earthday Network ผู้คนทั่วโลกช่วยกันรายงานเหตุการณ์ และเสนอความคิดมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยอนุรักษ์โลกใบเดียวกัน หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ปีนี้ไม่รู้จะมีใครในเมืองไทยซักกี่คนนึกถึงความสำคัญของวันที่ 22 เมษายน นอกเหนือไปจากข่าวจากแยกศาลาแดง