ผมกากบาทหมายหัวรายการลากูน่าภูเก็ตมาราธอนมาตั้งแต่ได้รับใบปลิวโฆษณาจากกรุงเทพมาราธอนเมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังใหม่กับวงการวิ่งและไม่รู้จักรายการนี้ดีเท่าไหร่ เหตุผลง่ายๆ เหตุผลเดียวคือบนใบปลิวนั้นมีรูปเหรียญที่ระลึกที่ดูตั้งใจออกแบบให้ไม่เหมือนใคร น่าเก็บสะสมมากๆ กลางๆ เดือนเมษายน ผมจึงตัดสินใจสมัครผ่านทางเว็บจองที่เอาไว้ก่อน สุดท้ายมัวแต่โอ้เอ้ไม่ยอมจองที่พัก เลยได้ที่พักที่ห่างออกมาจากลากูน่าและแพงกว่าที่ตั้งใจไปหน่อย
งานนี้ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยพอๆ กับครั้งก่อน ได้แรงฮึดในช่วงสามสี่วันสุดท้ายที่โหมซ้อมหนักหน่อย แล้วก็พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเองโดยหยิบหนังสือของมูราคามิมาอ่านเป็นระยะๆ แม้ว่าจะได้ยินกิตติศัพท์ความลาดชันของเส้นทางจากในเว็บไซต์อยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าระยะสิบกิโลเมตรออกจากลากูน่าไม่น่าจะมีช่วงทางที่โหดเกินกว่าที่ผมจะผ่านไปได้
วันทูโกทำโปรโมชั่นตั๋วราคาถูกได้อย่างถูกเวลา เราจึงมากันทั้งบ้าน ถือโอกาสเป็นการออกเที่ยวไปด้วยในตัว เราเดินทางจากสนามบินเข้าที่พักเพื่อเก็บของแล้วแวะมาที่เต็นท์อำนวยการงานวิ่งเพื่อรับเสื้อและของที่ระลึก สำหรับรายการมาราธอนปกติเสื้อกล้ามจะมีไว้แจกเฉพาะนักวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนขึ้นไป ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลอันใด เดาเอาว่าอุปกรณ์การวิ่งอย่างเสื้อกล้ามนี้จะเหมาะกับนักวิ่งยี่สิบกิโลขึ้นไปถึงจะรู้สึกถึงความแตกต่าง ส่วนเสื้อที่แจกให้นักวิ่งมินิฯ ในงานส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อมีแขน ซึ่งผมกลับชอบมากกว่าด้วยว่าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยกล้าใส่เสื้อกล้ามโชว์แขนตันๆ แต่งานที่ลากูน่าภูเก็ตนี้แจกเสื้อกล้ามให้กับนักวิ่งทุกระยะ งานนี้ยังแจกชิพบันทึกเวลาที่พอลองเอาไปสแกนบนเครื่องอ่านก็จะมีข้อมูลชื่อนามสกุล ประเภทและอายุแสดงผลบนหน้าจอทันที ดูไฮเทคดีไม่ใช่น้อย น่าจะเป็นเพราะเจ้าของงานเป็นมืออาชีพที่จัดงานมาราธอนเป็นประจำอยู่ในหลายๆ ประเทศ
สมาชิกชมรม World Marathon Tour จากญี่ปุ่นแห่กันมาสมัครเต็มสองคันรถทัวร์สองชั้น เข้าใจว่ากลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่รักการวิ่งและมีเวลากับตังค์เหลือกินเหลือใช้พอที่จะใช้เวลาตระเวณไปวิ่งตามรายการต่างๆ ทั่วโลก มีทั้งรุ่นหนุ่มสาวไปจนถึงสี่สิบห้าสิบ เห็นวัฒนธรรมความรักกีฬาและการออกกำลังกายของคนญี่ปุ่นแล้วก็ได้แต่นึกชมเชยอยู่ในใจ ส่วนการที่พวกเขาเลือกจะมาวิ่งรายการนี้แทนที่จะเป็นรายการกรุงเทพมาราธอนอาจจะเป็นเครื่องชี้วัดเปรียบเทียบคุณภาพระหว่างสองรายการนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย
…
เช้าวันแข่ง ผมมาถึงบริเวณก่อนฟ้าสางในชุดเสื้อวิ่งที่ได้รับแจก รู้สึกสดชื่นเพราะการได้หลับแบบเต็มอิ่มเมื่อคืน แต่ยังมีความรู้สึกเกร็งๆ จากประสบการณ์ความล้มเหลวในการวิ่งรายการที่แล้วอยู่ เริ่มเช้าแดดก็เริ่มมายิ่งทำให้หวั่นใจ ผมออกวิ่งวอร์มเบาๆ พร้อมกับสำรวจสถานที่และผู้คนไปพลางๆ เพื่อทำความคุ้นเคยกับเสื้อกล้ามที่ยังเป็นของแปลกปลอมในความรู้สึก กับเพื่อเป็นการะงับความวิตกกังวลในระดับหนึ่ง
หกโมงครึ่งเสียงสัญญาณปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอนก็ดังขึ้น ผมออกตัวในกลุ่มกลางๆ แต่ความที่คนเยอะจึงใช้เวลานานพอสมควรก่อนที่จะได้ผ่านจุดสตาร์ต เสียงติ๊ดเล็กๆ ดังขึ้นจากเครื่องอ่านข้างทางเป็นสัญญาณว่าการจับเวลา Net Time ของผมเริ่มขึ้นแล้ว ผมเตือนตัวเองให้เริ่มวิ่งเบาๆ ตามเส้นทางที่เลี้ยวขวาออกนอกบริเวณลากูน่า ก่อนที่จะเลี้ยวซ้ายที่หัวมุมร้านเบเกอรี่ไปตามถนนเส้นเล็กๆ ที่มีต้นไม้ปกคลุมให้คลายร้อนเป็นระยะๆ ฝรั่งหลายคนเสียบหูฟังไอพอดออกวิ่งจังหวะสม่ำเสมอไม่สนใจใคร นักวิ่งสาวญี่ปุ่นหน้าตาดีสองสามคนวิ่งไปหัวเราะไป นักวิ่งแนวหน้ากับนักวิ่งเด็กๆ พยายามเบียดแซงให้ตัวเองขึ้นไปอยู่กลุ่มนำ ขณะที่นักวิ่งอีกกลุ่มเริ่มออกอาการหอบแรงอย่างน่ากลัวแม้จะผ่านไปได้แค่กิโลเดียว ในช่วงนี้ผมค่อยๆ เร่งแซงกลุ่มนักวิ่งได้มากกว่าที่จะถูกแซงตามนิสัยเดิมอีกแล้ว ได้แต่หวังว่าที่กิโลเมตรที่แปดที่เก้าจะยังเหลือกำลังประคองตัววิ่งเข้าเส้นได้ ไม่นานเส้นทางก็พาเรากลับเข้ามาด้านหลังของบริเวณลากูน่ากอล์ฟคลับก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นบรรยากาศท้องทุ่งมุ่งหน้าขึ้นถนนโคกโตนด
หลังกิโลเมตรที่สี่ เราวิ่งอ้อมทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง พ้นแนวทะเลสาปก็กลายเป็นป่าโปร่ง ทางเริ่มลาดชันอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีเสียงบ่นปนหัวเราะเฮฮาจากนักวิ่งบางกลุ่ม บางคนเริ่มเดินแล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความล้าหลังจากที่ผ่านเนินสุดท้ายมาได้ ด้านหน้าผมมีกลุ่มฝรั่งสามคนวิ่งด้วยจังหวะสม่ำเสมอ มีเด็กน้อยผมทองอีกคนคอยขี่จักรยานวนเวียนอยู่รอบๆ ผมทดลองวิ่งตามดูสักพักให้พอรู้สึกว่าน่าจะพอวิ่งเกาะตามกลุ่มนี้ได้ ไม่ใช่ไปวิ่งตามนักกีฬาทีมชาติเหมือนอย่างงานที่แล้วจนยางแตก พอมั่นใจแล้วก็เริ่มปฏิบัติการปรสิตดูดติดกลุ่มนี้ตั้งแต่กิโลที่หกนี่เลย
เส้นทางช่วงหลังเป็นถนนลูกรังเลียบหาดลายันแบบห่างๆ บรรยากาศในป่ายามเช้าร่มรื่นน่าสบาย เสียงคนให้น้ำทักทายเด็กน้อยบนจักรยานอย่างเป็นกันเอง ผมเริ่มรู้สึกได้ว่าสโลแกน Run in Paradise ของรายการนี้ก็ไม่ได้เกินเลยไปนัก แม้ว่าสรวงสวรรค์ที่นี่อาจจะร้อนและเหนื่อยไปซักนิดก็เถอะ แต่จะมีซักกี่รายการที่จะมีเส้นทางสวยงาม ร่มรื่น มีคนให้กำลังใจอย่างเป็นกันเอง และที่สำคัญไม่มีจุดกลับตัว ไม่ต้องวิ่งซ้ำที่เดิมได้แบบนี้
เผลอปล่อยความคิดนานไปนิด ผมพบว่าถูกกลุ่มฝรั่งสามคนทิ้งห่างออกไปเล็กน้อย ช่วงที่กลับเข้าลากูน่าผมตัดสินใจไม่หาคนเกาะใหม่ แต่จะวิ่งประคองเรื่อยๆ ในช่วงกิโลเมตรสุดท้าย เราวิ่งผ่านหน้าเบสท์เวสเทิร์นอลามันด้า ผ่าแกรนด์คาแนลวิลเลจช้อปปิ้ง ทะลุมาสู่เส้นทางออฟโร้ดในป่าสนริมทะเลสาบที่นำเราเข้าเส้นชัยที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ผมได้ยินเสียงติ๊ดเบาๆ ที่เส้นชัยเป็นสัญญาณว่าเวลาของผมถูกบันทึกลงในชิพเรียบร้อย
เหรียญมินิมาราธอนสีเงินถูกส่งให้แลกกับชิพที่ถูกส่งคืนไปถอดข้อมูล ผมกลับที่พักอาบน้ำแต่งตัวแล้วกลับมาที่เต็นท์อำนวยการอีกครั้งเพื่อขอโบรชัวร์ไปสะสม ที่นั่นมีบอร์ดประกาศรายชื่อผู้เข้าเส้นชัยของมินิมาราธอนพร้อมสถิติแสดงให้ดูเสร็จเรียบร้อยหลังจากที่ผมเข้าเส้นชัยเพียงแค่ชั่วโมงเศษๆ สถิติเวลาแบ่งเป็นเวลาตามนาฬิกาการแข่งขัน (Finish Time) และเวลาที่นักวิ่งวิ่งจริงๆ โดยนับจากจุดที่ผ่านเส้นสตาร์ตและเส้นชัย (Net Time)
แม้จะยังทำสถิติได้ไม่ดีเท่ารายการที่ดีที่สุดแต่ผมก็พอใจกับเวลาที่ได้ ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลหรืออันดับในการเข้าเส้นชัย แต่เป็นเรื่องที่ผมสามารถรักษาจังหวะวิ่งได้ตลอดการแข่งขัน ในที่สุดผมก็กลับมาวิ่งในระยะสิบกิโลครึ่งได้อีกครั้ง
วันที่ 13 มิ.ย. 2553
รายการ: ลากูน่าภูเก็ต อินเตอร์เนชั่นแนลมาราธอน
ระยะทาง: 10.5 กม.
เวลา 54:07 นาที (Finish Time), 53:10 นาที (Net Time)
อันดับ: 168/811 (Overall), 42/142 (M 30-39)


ใส่ความเห็น
Comments feed for this article